วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รูปภาพสุนัขพันธุ์ชิวาวา








รูปภาพสุนัขพันธุ์ชิสุ










วิธีการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ชิวาวา



หาน้องชิมาเลี้ยงสัก ตัว
สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ ว่าจะซื้อสุนัขพันธุ์ชิวาวามาเลี้ยงดีหรือไม่นั้น มีข้อแนะนำในการซื้อสุนัขพันธุ์ชิวาวานี้ ก่อนอื่นควรเริ่มต้นจากการศึกษามาตรฐานสายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่ว โลก สุนัขพันธุ์ชิวาวานั้น อายุโดยเฉลี่ยประมาณ 10 – 15 ปี เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่ไม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจมากก่อน อาจต้องเลี้ยงสุนัขที่ไม่เป็นที่ต้องการไปอีก 10 – 15 ปี ในการที่จะเลี้ยงน้องชิได้ดีนั้น ต้องมีความเข้าใจในชีวิตและความเป็นอยู่ของน้องชิ สุนัขทุกตัวต้องการความรัก ความเอาใจใส่ และความเข้าใจจากผู้ที่เป็นเจ้าของด้วย

วัตถุประสงค์ในการ เลี้ยง
ก่อน ที่จะตัดสินใจซื้อสุนัขพันธุ์ชิวาวามาเลี้ยง สำหรับน้องชิถือว่าเป็นสุนัขพันธุ์ที่มีขนาดเล็กเลี้ยงง่าย เห่าไม่เก่ง กินน้อย สามารถเลี้ยงในบ้านที่มีเนื้อที่น้อย เช่น คอนโดมีเนียม อพาร์ทเมนท์ เป็นต้น น้องชิเป็นสุนัขที่รักความสะอาดไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลมากนัก ถึงแม้ว่าจะเป็นน้องชิขนยาวก็เพียงแค่อาบน้ำ แปรงขนนิดหน่อยเป็นอันเรียบร้อย นอกจากนี้สุนัขพันธุ์ชิวาวายังเป็นสุนัขที่ฉลาด สามารถฝึกหัดง่าย เชื่อฟังคำสั่ง ขี้เล่น จงรักภักดีต่อเจ้าของมาก จนดูเหมือนกับว่าติดเจ้าของ สุนัขพันธุ์ชิวาวาไม่ชอบอยู่ตัวเดียว เวลานายเดินไปไหนมันจะคอยมองดูเจ้านายของมันให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา และที่สำคัญสุนัขพันธุ์ชิวาวามีขนาดที่เล็ก สามารถนำพาไปไหนมาไหนได้สะดวก ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของน้องชิ

น้องชิ มีข้อควรระมัดระวังอยู่บ้างคือ สุนัขพันธุ์ชิวาวานี้ไม่ชอบอากาศเย็นและจะมีอาการสั่นเมื่อตื่นเต้นหรือตกใจ ด้วยขนาดที่เล็กและบอบบางจังต้องระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับสุนัข และอีกปัญหาหนึ่งก็คือเวลาน้องชิคลอดตรงที่หัวโตเป็นแอปเปิลแต่ตัวเล็ก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คลอดยาก ทำให้บางครั้งต้องผ่าออกเพื่อความปลอดภัย ของน้องชิด้วย

การเลือกสุนัขพันธุ์ชิวาวามาเลี้ยงนั้น คือ ถ้าเป็นลูกสุนัขควรจะมีอายุอย่างน้อย 8 สัปดาห์ สุนัขยิ่งอายุน้อย จะยิ่งเลี้ยงยาก และมีปัญหาในการเลี้ยงมาก แต่ถ้าเป็นลูกสุนัขที่หย่านมแล้วและอายุไม่ต่ำกว่า 2 เดือน จะเลี้ยงง่ายกว่า และโอกาสรอดมีมากกว่า เหมาะสำหรับผู้เริ่มเลี้ยงสุนัข
ในการเลือกซื้อ ผู้ซื้อควรตัดสินใจด้วยตัวเองมากกว่าจะเชื่อคำโฆษณาของผู้ขาย และควรเลือกสุนัขที่มีสุขภาพดี ไม่เป็นโรค โดยดูจากลักษณะภายนอก ท่าทาง และอารมณ์

ปัจจัยสำคัญของการเลี้ยงน้องชิ
1. สถานที่
ผู้ที่คิดจะเลี้ยงสุนัขควรจะมี สถานที่หรือบริเวณพอที่สุนัขสามารถจะวิ่งเล่นออกกำลังกายได้บ้าง และจัดเป็นสัดส่วนเพื่อปกป้องข้าวของของผู้เลี้ยงเสียหาย เช่น การกัดแทะ การเยี่ยวรดสิ่งของ การอุจจาระไม่เป็นที่เป็นทาง และการลักขโมยของกิน -..-

2. ความพร้อมของเจ้าของ
เมื่อคิดจะเลี้ยงสุนัขแล้ว เจ้าของทุกๆ ท่านจะต้องมีเวลาให้กับน้องชิด้วย ซึ่งจะเกี่ยวพันถึงความพร้อมของสถานที่ด้วย ถ้าหากไม่มีพื้นที่ถ้าจะให้น้องชิของเราได้วิ่งเล่น แต่เรากลับจับน้องชิไปขังไว้ในกรง ทำให้น้องชิกดดัน แล้วจะได้ยินเสียงเห่าหนวกหูทำให้ละแวกบ้านได้รับความเดือนร้อนไปด้วย และยังส่งผลถึงน้องชิทำให้เราไม่สามารถเห็นความน่ารักของน้องชิตามธรรมชาติ ได้ ทำให้อุปนิสัยผิดไปจากเดิม แต่ถ้าหากมีความต้องการอยากจะเลี้ยงจริงๆ ก็ต้องมีการจัดแจงเวลาให้เหมาะสม เช่นการพาน้องชิออกไปวิ่งเล่นตามสวนสาธารณะต่างๆ

3. ความรัก
ผู้ที่คิดจะเลี้ยงน้องชิ จะต้องมีความรัก ความจริงใจและเสมอต้นเสมอปลายให้กับน้องชิด้วย บางคนได้ลูกสุนัขมาเลี้ยงเพราะความน่ารัก ในขณะที่ยังเป็นลูกสุนัขจึงนำมาเลี้ยง แต่พอสุนัขเริ่มโตขึ้น ความน่ารักที่ได้มาเหล่านั้นหายไป นิสัยใจคอเปลี่ยนไป รูปร่างโตขึ้นผิดไปจากตอนแรก อาจจะทำให้ความรักที่มีต่อลูกสุนัขตัวเล็กๆ จืดจางลงไป เริ่มไม่สนใจ ปล่อยปะล่ะเลย ดังนั้นผู้ที่คิดจะเลี้ยงน้องชิและสุนัขพันธุ์อื่นๆ จึงควรให้ความรัก ความเอ็นดูความจริงใจกับสุนัขอย่างเสมอต้นเสมอปลายด้วย

4. ความเอาใจใส่
การเลี้ยงน้องชิจะทำให้ต้องมีภาระเพิ่มขึ้น เช่น ต้องเช็ครอยเท้าที่สกปรกตามพื้นบ้าน ต้องแปรงขน อาบน้ำให้ คอยกำจัดเห็บที่รบกวน หรือต้องคอยสนใจสังเกตว่า น้องชินั้นมีสุขภาพอย่างไร ในเรื่องการขับถ่าย ท้องเสียหรือไม่ กริยาท่าทางร่าเริงหรือหงอยๆ ซึมๆ ไม่สบาย การเดิมไม่ถนัด เป็นแผล หรือขาเคล็ดขาหัก สิ่งที่เราสามารถสังเกตว่าน้องชิไม่สบายแบบง่ายๆ คือจมูก ถ้าหากน้องชิมีจมูกแห้งไม่เป็นมัน และถ้าน้องชิของเรานั้นไปกินหญ้า หรือใบตะไคร้ แสดงว่าน้องชิของเรานั้นมีอาการไม่สบาย ต้องช่วยเหลือห้ามปล่อยไว้เด็ดขาด

วิธีการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ชิสุ




หมาท้อง
อาหารที่เลี้ยงหมาที่กำลังตั้งท้องนั้นจะต้องมีคุณภาพสูง โปรตีนมาก ไขมันน้อย ขนาดและปริมาณที่ให้ในระยะ 6 อาทิตย์แรกของการตั้งท้องพอ ๆ กับใช้เลี้ยงดูหมาใหญ่ หรือหมาโตเต็มวัย ในประจำวัน แต่เราจะเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้นตามน้ำหนักตัวหมาในระยะ 3 อาทิตย์สุดท้ายก่อนคลอดคือ เพิ่มอาหารให้ปริมาณ 15-20 % ของน้ำหนักตัวแม่หมา
ก่อนคลอด 1 – 2 วัน แม่หมาบางตัวมักไม่ค่อยกินอาหารหรือไม่กินเลย เพราะมัวแต่หาสถานที่คลอดลูก โดยเฉพาะแม่หมาสาวท้องแรก ฉะนั้นอย่าตกใจจนเกินไป หลังคลอดแล้วก็จะกินอาหารเอง ข้อพึงระวัง อย่าขุนมหาจนอ้วนเกินไปจนไม่มีแรงในการเบ่งคลอดลูก

หมาแม่ลูกอ่อน
อาหารที่ใช้เลี้ยงหมาแม่ลูกอ่อนไม่ได้มีให้เฉพาะแม่หมาเท่านั้น มันต้องถ่ายทอดไปยังลูกหมาด้วย โดยการเปลี่ยนเป็นนม ฉะนั้นปริมาณอาหารที่แม่หมาจะกินต้องเพิ่มขึ้นโดยอาทิตย์แรกเพิ่มเท่าครึ่ง จากปกติ อาทิตย์ที่ 2 เป็น 2เท่า และอาทิตย์ที่ 3 เป็น 3 เท่า

สิ่งที่ต้องเสริมเพิ่มเติมแก่แม่หมาได้แก่ แร่ธาตุ คือ แคลเซียม และฟอสฟอรัส เพราะสิ่งเหล่านี้จะถูกแตกออกไปนมแม่สู่ลูก ๆ ของมันในขณะเดียวกัน แม่หมาจึงมีปริมาณแคลเซียมที่ลดลงด้วย จนถึงระดับที่เกิดขาดแร่ธาตุที่เราเรียกว่า ภาวะแคลเซียมต่ำ แม่หมาแสดงอาการชัก เกร็ง น้ำลายไหลยืด ตัวร้อนจัด ฝรั่งเรียกว่า Milk Fever หรือไข้น้ำนม เมื่อเจ้าของพาไปหาหมอ หมอจึงฉีดแคลเซียมให้ อาการจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทางที่ดีควรมีการป้องกันไว้โดยการเพิ่มเติมแคลเซียมลงไปในอาหารแม่ลูก อ่อนตามคำแนะนำของหมอ พร้อมกับให้จากแหล่งอาหารธรรมชาติ คือ นม ซึ่งจะเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ดี

การเลี้ยงดูสุนัขขณะที่เป็นลูกสุนัข
ลูกหมาไทยที่จะนำมาเลี้ยงนั้นควรมีอายุ 2 เดือน หรือหย่านมแล้ว หรือถ้าโตกว่านี้ก็จะยิ่งเลี้ยงง่ายขึ้น เมื่อนำสุนัขเข้ามาอยู่ที่แห่งใหม่วันแรก ถ้าบ้านเลี้ยงสุนัขอยู่แล้วก็ควรให้สุนัขได้รู้จักกับสุนัขที่มีอยู่เดิมและ ให้สุนัขรู้จักสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างไปจากที่เดิม เพื่อให้คุ้นเคยกับที่อยู่ใหม่ เพราะนิสัยสุนัขจะอยากรู้อยากเห็นสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ มาก จึงควรปล่อยให้สุนัขเดินสำรวจสถานที่หรือสิ่งต่าง ๆ ตามลำพัง จะทำให้มันรู้สึกว่า สถานที่ใหม่เป็นสถานที่ที่อบอุ่นปลอดภัย ไม่น่ากลัวใด ๆ แต่สำหรับลุกสุนัขเล็ก ๆ บางตัวเมื่อเข้ามาอยู่ใหม่ จะมีปัญหาบ้าง เช่นมันจะหอนเพราะคิดถึงแม่และพี่น้องที่เคยเล่นกันมา เมื่อหิวก็หอน อาจทำให้รำคาญ เพราะหนวกหู วิธีการแก้ปัญหาลูกสุนัขหอน อาจนำสิ่งของที่ปูนอนในรังเก่าของลูกสุนัขมารองให้นอนในที่อยู่ใหม่ด้วย เพราะลูกสุนัขจะจำกลิ่นได้ และเข้าใจว่ายังอยู่ที่เดิม หรืออาจเลี้ยงสุนัข 2 ตัวอยู่ด้วยกัน เมื่อมีเพื่อนเล่นมันจะไม่เหงาและไม่ค่อยหอน
โดยทั่วไปลูกสุนัขตอนเล็ก ๆ นิสัยเหมือนเด็ก จะชอบนอน ตื่นขึ้นมารู้สึก หิวก็ร้อง อิ่มก็นอน แล้วก็เล่น เมื่อโตขึ้นก็จะนอนน้อยลง ชอบตื่นขึ้นมากินและเล่นมากขึ้น จากนั้นก็จะคุ้นเคยกับความเป็นอยู่และสถานที่ใหม่
ลูกสุนัขเมื่ออายุได้ 4-5 เดือน ก็เริ่มถ่ายขนขนจะหยาบกว่าเดิม ฟันน้ำนมก็จะเปลี่ยนเป็นฟันแท้ มีเขี้ยวขึ้นทั้ง 4 เขี้ยว ทำให้คันปาก จึงชอบแทะสิ่งต่าง ๆ ในบ้าน ถ้าสุนัขกัดสิ่งของในบ้านควรทำโทษเพื่อให้เข็ดหลาบไม่ติดเป็นนิสัยควรหาของ เล่น เช่น ลูกบอลเล็ก ๆ กัดแทะแทน ลุกสุนัขอายุ 4-6 เดือนจะชอบเล่นแทะ และซุกวนมาก กินอาหารเก่งอยากรู้อยากเห็นพออายุ 7-8 เดือน ก็จะเริ่มเข้าสู่วันหนุ่มสาว ถ้าเป็นตัวเมียก็จะเริ่มเป็นสัด ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าให้ผสมพันธุ์กันในวัยนี้ อาจทำให้มันเสีย ถ้าจะให้ผสมพันธุ์ควรผลสมเมื่อมีอายุประมาณ 12-18 เดือนจะเหมาะสมมากกว่า

หมาโต
ในวัยนี้เราสามารถให้อาหารสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดได้แล้วซึ่งอาหาร สำเร็จรูปที่นิยมมี 2 แบบ คือ
อาหารแห้ง ส่วนใหญ่จะมีความชื้นต่ำมากคือ ไม่เกิน 10 % มักอัดอยู่ในรูปเม็ดทรงต่าง ๆ กัน ทำมาจากวัตถุดิบ คือ เนื้อวัว ม้า ไก่ หรือปลาป่น ฯลฯ บรรจุกล่องกระดาษ

อาหารเปียก มีความชื้นสูงประมาณ 65-70 % ทำมาจากเนื้อวัว เนื้อม้า และเนื้อปลา ยังคงมีรูปร่างเป็นก้อนเนื้อให้เห็น บรรจุกระป๋อง จะน่ากินกว่าแบบแห้ง

ทั้งสอแบบสามารถเทใส่ภาชนะให้สุนัขกินได้ทันที แต่หมาจะกินหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่งเพราะหมาบางตัวไม่ยอมรับอาหารเหล่านี้ จะเป็นเพราะกลิ่นหรือรสหรือความแข็งกระด้างก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกหัดให้กินก่อน โดยการหลอกล่อด้วยเล่ห์กล กล่าวคืออาจผสมอาหารสำเร็จรูปจำนวนเล็กน้อยลงในอาหารสำเร็จขึ้นไปทีละน้อย ทำบ่อย ๆ จนในที่สุดหมาตัวนั้น สามารถกินอาหารสำเร็จรูปล้วน ๆ ผู้เลี้ยงบางคนอาจว่าวิธีนี้ไม่ทันใจ ใช้วิธีเผด็จการ กินก็กิน ไม่กินก็อด จะอดได้ไม่นาน สุดท้ายก็ยอมกิน แต่ควรระวังจะเจอตัวที่ยอมอดเป็นอดตายเข้าจริง ๆ

หมาสูงอายุ
หมาสูงอายุจะมีร่างกายที่เริ่มเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ดังนั้นการให้อาหารจึงควรที่จะให้ตามความเหมาะสมของวัยของสุนัข ซึ่งควรมีลักษณะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เช่นเนื้อที่ไม่มีพังพืด อาหารที่มีไขมันน้อย อาหารที่มีโปรตีนสูง เพื่อที่จะได้ไปเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ ปริมาณที่ให้ก็ไม่ควรมากเกินไปเนื่องจาก หมาวัยนี้จะไม่กระฉับกระเฉง การวิ่งออกกำลังกายก็น้อยลงตามอายุ ฉะนั้นอาหารที่กินเข้าไปมาก ๆ นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังก่อให้เกิดโทษ เช่น ท้องอืด แน่นเฟ้อ

อนึ่ง หมาที่แก่มาก ๆ อัตราการกินอาหารย่อมต่ำลงเป็นธรรมดา บางครั้งอาจกินวันละเพียงเล็กน้อย หรือกินบ้างไม่กินบ้างเจ้าของอาจให้อาหารเสริมเช่น อาหารสำเร็จรูป น้ำซุปและวิตามินต่าง ๆ เป็นการช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและความแข็งแรงของร่างกายอีกทางหนึ่ง

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เรื่องเล่าของสุนัขที่หน้าสงสาร






เจ้าของร้านขายเนื้อสดคนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจที่หมาตัวหนึ่งมาที่ร้าน 
โดยในปากมันคาบแบงก์ 
10 ดอลลาร์และกระดาษเขียนข้อความว่า “ขอซื้อไส้กรอก 12 
ชิ้นกับขาแกะ 1 ขาครับ” เขารู้สึก 
ประทับใจความแสนรู้ของมัน ดังนั้น หลังจากเก็บเงิน 10 ดอลลาร์ 
และเอาไส้กรอกและขาแกะใส่ถุง 
แขวนที่ปากให้มันคาบไปแล้ว เขาจึงตัดสินใจปิดร้านสะกดรอยตามมันไป 


หมาตัวนั้นเดินไปตามถนนจนถึงทางม้าลาย 
มันก็วางถุงที่คาบไว้ลงแล้วยืนด้วยขาหลังและยกขา 
หน้ากดปุ่มไฟสำหรับคนข้ามถนนแล้วก็คาบถุงต่อ 
รอจนไฟคนข้ามเขียวมันจึงข้ามไปยังป้ายรถเมล์อีกฝั่งหนึ่ง 
มันจ้องมองตารางเวลาเดินรถแล้วนั่งลงตรงที่นั่งรอ 
สักพักมีรถเมล์คันหนึ่งมา 
มันเดินไปดูหมายเลขที่ 
หน้ารถแล้วก็กลับมานั่งรอต่อ อีกสักเดี๋ยวก็มีรถเมล์มาอีกคัน 
มันเดินไปดูหมายเลขรถอีก เมื่อเห็นว่าเป็น 
สายที่มันรออยู่ มันจึงขึ้นรถเมล์คันนั้น 
คนขายเนื้อถึงกับอ้าปากค้างทึ่งในความแสนรู้ของมัน แล้วรีบตาม 
มันขึ้นรถคันนั้นไป 


หลังจากรถวิ่งผ่านกลางเมืองออกไปยังชานเมือง 
เจ้าหมาแสนรู้ก็ลุกจากที่นั่งเดินไปหน้ารถ 
มันยืนด้วยขาหลังแล้วเอาขาหน้ากดกริ่งบนรถ 
เมื่อรถจอดมันก็ลงและเดินไปตามถนนจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง 
แล้วเลี้ยวเข้าไป คนขายเนื้อยังสะกดรอยตามมันอยู่ห่างๆ 
เช่นเดิม 



เมื่อมาถึงประตูบ้านที่ปิดอยู่มันก็วางถุงไส้กรอกที่คาบไว้ลง 
แล้วถอยหลังมาตั้งหลักประมาณ 
2-3 เมตร จากนั้นก็วิ่งเข้าชนประตูเต็มแรง มันพยายามอยู่ 2-3 
ครั้งแต่ประตูก็ยังเปิดไม่ออก มัน 



เลยเดินอ้อมตัวบ้านไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่ปิดอยู่และเอาหัวโขกที่หน้าต่างหลาย 
ครั้ง แล้วก็เดินกลับมารอ 
ที่ประตู 



สักพักประตูบ้านก็ถูกเปิดโดยเจ้าของหมาเป็นผู้ชายหุ่นล่ำบึ้ก 
ซึ่งพอเปิดประตูเสร็จเขาก็เริ่มเตะ 
ต่อยและตะโกนด่าเจ้าหมาแสนรู้ตัวนั้นทันที 
ถึงตอนนี้คนขายเนื้ออดรนทนไม่ไหว 
เขารีบวิ่งเข้าไปห้าม 
เจ้าของหมา พร้อมกับถามว่า “คุณเตะมันทำไมกัน 
มันเป็นหมาสุดอัจฉริยะเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย ถ้า 
ไปออกทีวีต้องดังแน่” 


เจ้าของหมาตอบสวนทันทีว่า “คุณว่ามันฉลาดนักเหรอ เชอะ! 
รู้มั้ยว่านี่เป็นครั้งที่สองในรอบ 
สัปดาห์นี้นะที่มันลืมเอากุญแจบ้านติดตัวไปด้วย” 


คติสอนใจจากเรื่องนี้คือ 
เราอาจทำงานได้เกินความคาดหมายในสายตาผู้อื่น แต่ก็ยัง 
ทำงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายในสายตาของนายเราเสมอ

ชมรมคนรักสุนัข