วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นอนเต็มอิ่ม แต่ทำไมยังง่วง



ในยุค ที่ต้องใช้กำลังกายและกำลังสมองทำงานอย่างหนักในระหว่างวัน จนเหนื่อยล้าอ่อนแรงไปตามๆ กันพอตกกลางคืนก็อยากจะรีบเข้านอนเพื่อจะได้พักผ่อนออมแรงไว้เผื่อวันรุ่ง ขึ้นจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแจ่มใส แต่ที่ไหนได้ ขณะที่นั่งทำงานอยู่ดีๆ แต่เอ๊ะ! ทำไมจึงหาวออกมาเสียงฟอดใหญ่ แล้วรู้สึกเพลียมาก เห็นอะไร ต่อมิอะไรที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นหมอนใบนุ่มน่าหนุนไปเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็รีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพราะอยากมีสุขภาพดีเหมือนคนอื่นๆ ดูบ้าง ตื่นเช้ามาก็ไม่ค่อยจะสดชื่น แถมรู้สึกง่วงมากกว่าเดิมเสียอีก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าอย่างนั้น เรามาหาคำตอบกันดีกว่า

อย่าลืม ว่าจิตใจที่แจ่มใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพของเราเป็นอย่าง ยิ่ง เนื่องจากในขณะที่เรานอนหลับนั้น ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะพักตามไปด้วย การหายใจจะช้าลงอย่างสม่ำเสมอ มีการหลั่งฮอร์โมนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่ในทางกลับกันหากนอนไม่พอ ร่างกายก็จะอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เกิดอาการเวียน ศรีษะ คิดไม่ออก เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคอ้วน จากการศึกษาพบว่า การนอนที่เพียงพอทำให้คุณรับประทานอาหารลดลง ลดความอยากรับประทานลงอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพก็อาจจะทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้ พักผ่อน และก็ทำให้อยากอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น

- มีเรื่องไม่สบายใจ เครียดกังวล จนทำให้สมองรู้สึกเครียดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว

- เกิดลมในช่องท้องมากเกินไป ทำให้การไหลเวียนเลือดต่ำ และรวมถึงมีอาการท้องผูก ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว

- ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Apnea) เป็นภาวะความผิดปกติอย่างหนึ่งของการหายใจที่เกิดขึ้นในระหว่างการนอนหลับมี อันตราย และทำให้เกิดความผิดปกดติอื่นจน ถึงเสียชีวิตได้ พบภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับได้บ่อยครั้งในคนอ้วน เพศชาย ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคความดันเลือดสูงจะทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาบ่อย ในระหว่างนอนหลับ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เพื่อหายใจ ทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่ได้นอน

- ภายในห้องอาจจะมีเสียงรบกวนอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น เสียงหยดน้ำ เสียงเครื่องปั๊มน้ำ เสียงแอร์ที่ดังเกินไป เสียงพัดลม เสียงเข็มนาฬิกาเดิน เป็นต้น เสียงเหล่านี้อาจจะแทนกเข้าไปในความรู้สึกและคลื่นสมองของเราระหว่างนอนได้ ทำให้รบกวนการนอน และนอนไม่เต็มอิ่ม

มานอนหลับพักกายใจอย่างมีคุณภาพกันเถอะ

- บุหรี่ สุรา ชา กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีนต่างๆ งดและลืมไปได้เลย อย่างน้อยๆ ก็ 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้กระตุ้นสมองและทำให้ปัสสาวะบ่อย จนรบกวนการนอนได้ แถมไม่ดีต่อสุขภาพอีกต่างหาก

- เข้านอน และตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวันจนเคยชิน แรกๆ ก็อาจจะไม่คุ้นเคย แต่รับรองว่าเมื่อบ่อยครั้งเข้าจะชินไปเอง

- จัดระเบียบการใช้ชีวิตให้ดีๆ สะสางปัญหาการงานที่คั่งค้าง และวิธีการแก้ไข เพื่อความสบายใจ และนอนหลับง่าย

- ออกกำลังกายก่อนหน้าที่จะเข้านอน อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง จะช่วยให้นอนหลับสนิทมากขึ้น

- จัดห้องนอนให้สะอาดน่านอน ไม่มีแสงรบกวน หมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนอยู่เสมอ เอาไปตากแดดจัดๆ ป้องกันไรฝุ่น หาหมองที่พอดีกับต้นคอ เพื่อช่วยให้นอนหลังสนิท ไม่ปวดต้นคอและหลังจะช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น

- สวดมนต์ หรือนั่งพักผ่อนสบายๆ สักพักก่อนนอน เพื่อให้สมองคลายกังวลจากเรื่องเครียดๆ อาจจะฟังเพลงเพราะๆ สูดอากาศที่บริสุทธ์ หรือดมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบ

- ดื่มน้ำอุ่น หรือนมอุ่นก่อนนอนจะช่วยในการนอนหลับ เพราะกรดอะมิโนทริปโตฟานทำให้ง่วงนอนได้ หลีกเลี่ยงการดูดหรือฟังเรื่องตื่นเต้น น่ากลัว เรพาะจะกระตุ้นให้เราไม่หลับ

“ปากแห้ง” ใครว่าเรื่องเล็ก


เรื่องริมฝีปากอาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ บนใบหน้าของคุณ แต่คุณลองนึกภาพริมฝีปากที่แห้ง ลอกเป็นขุย เป็นแผ่น ดูขาดความชุ่มชื่นและเต่งตึง มีรอยแตก ที่มีเลือดซิบๆ อยู่ หรือเป็นริมฝีปากที่เป็นสะเก็ดรอยดำๆ ดูหมองคล้ำไม่สดใส ริมฝีปากแบบนี้จะริดรอนความมั่นใจของคุณได้มากแค่ไหน

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ริมฝีปากแห้งและแตก หลายคนทราบกันดีว่าสาเหตุเกิดจากร่างกายขาดความชุ่มชื่นอันเกิดจากริมฝีปากไม่มีต่อมไขมันช่วยสร้างน้ำมันเพื่อปกป้องเหมือนกับผิวหนังส่วนอื่นๆ ทั้งยังต้องสัมผัสกับอาหาร ตลอดจนสารเคมีต่างๆ หรืออาจจะรับประทานยาที่มีฤทธิ์ทำให้ริมฝีปากแห้ง ซึ่งนอกจากความมั่นใจที่หายไปของคุณ "ปากแห้ง" ยังเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ด้วย เช่น เชื้อราในช่องปาก ฟันผุ หรือโรคเหงือก เพราะฉะนั้นการดูแลปากของคุณให้สวยอิ่มเอิบ และดูชุ่มชื่น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม

สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้ปากแห้ง

1. การดื่มน้ำน้อยเกินไป เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่สุด เพราะร่างกายต้องได้รับน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื่นของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากที่สูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงได้ง่าย จึงต้องคอยดื่มน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื่นของร่างกายอยู่เสมอ

2. สภาพแวดล้อมโดยรอบ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป ทั้งเรื่องของลม ฟ้า อากาศ และแสงแดด ต่างก็มีผลต่อริมฝีผากของคุณ เช่น อากาศที่มีอุณหภูมิสูงบวกกับลมที่พัดแรง ก็มีผลทำให้ริมฝีปากของคุณขาดความชุ่มชื่น หรืออากาศที่หนาวและแห้งจนเกินไปก็ทำให้ปากแห้งได้เช่นเดียวกัน แม้แต่สภาพแวดล้อมโดยรอบ อย่างเช่น คนที่ทำงานอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศก็จะมีโอกาสที่ปากจะแห้งมากกว่าคนที่ทำงานในห้องอุณหภูมิปกติ ส่วนแสงแดดนั้น หากริมฝีปากถูกแสงแดดเป็นเวลานาน รังสีอัลตร้าไวโอเลตเป็นตัวทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ ทำให้ผิวบริเวณริมฝีปากแตกได้

3. ผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสริมฝีปากบางชนิด อาทิ ลิปสติกและลิปบาล์ม ที่มีสารทำให้ปากแห้ง โดยเฉพาะลิปบาล์ม ที่เป็นตัวดูดความชุ่มชื้นของริมฝีปาก หรืออาจจะเป็นพวกยาต่างๆ เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก หรือยาจำพวกความดันที่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง

4. อาการแพ้ต่างๆ ที่เห็นกันบ่อยคือ แพ้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟลูออไรด์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

5. อาการผิดปกติของร่างกาย อาทิเช่น อาการขาดวิตามินบี หรือจะเป็นอาการร้อนใน ซึ่งอาการของความผิดปกติเหล่านี้ คือ ปากแห้ง

6. การเลียริมฝีปาก วิธีนี้อาจทำให้รู้สึกว่าริมฝีปากหายแห้งได้ (ชั่วคราว) แต่เมื่อความชื้นจากน้ำลายระเหยไปหมด ริมฝีปากจะแห้งมากขึ้น เพราะเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารในน้ำลายจะยิ่งรบกวนริมฝีปากให้แห้งมากยิ่งขึ้น

แก้ปัญหาริมฝีปากด้วยวิธีธรรมชาติ

1. ดื่มน้ำให้พอเพียง เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความชุ่มชื่นในร่างกาย เพราะฉะนั้นยิ่งดื่มน้ำมากเท่าไหร่ ร่างกายของคุณก็จะยิ่งชุ่มชื่นมากเท่านั้น

2. หลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่ผลต่อริมฝีปากของคุณ เช่น หากเป็นแสงแดดก็ให้เรากางร่ม หรือใส่หมวก เพื่อปกป้องการถูกแสงแดดโดยตรง หรือหากคุณอยู่ในบริเวณที่มีอากาศแห้งมาก เช่น ห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ ให้คุณวางภาชนะใส่น้ำไว้ใกล้ๆ ตัวเพื่อให้อากาศรอบตัวคุณมีความชุ่มชื่น

3. ปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อริมฝีปากคุณ เช่น ลิปสติก ให้เลือกใช้สีอ่อนๆ เพราะปริมาณเม็ดสีจะน้อยกว่าแบบสีเข้ม ส่วนลิปบาล์มนั้นอย่าทาเป็นประจำ ให้ทาตอนปากแห้งแตกจริงๆ ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ยาสีฟัน แนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่เป็นสมุนไพร ฟองน้อย

4. รับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี อย่างเช่น ธัญพืชไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ผักใบเขียว เช่น ผักโขม บร็อกโคลี คะน้า และถั่วเปลือกแข็ง เช่น พวกเมล็ดอัลมอนด์ ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์

การดูแลริมฝีปากของคุณ ทำให้คุณสวยดูดีมากกว่าที่คุณคิดแน่นอน เชื่อเถอะว่าผู้ชายเกือบทุกคนไม่ปรารถนาผู้หญิงที่มีริมฝีปากแห้ง แตกเป็นขุยแน่นอน เพราะฉะนั้นการรักษาริมฝีปากของคุณให้ดูสวยและชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลามันทำให้คุณดูสวยมากขึ้นแน่นอน

12 สารอาหาร ที่ขาดไม่ได้สำหรับสาว ๆ ทุกวัย


เมื่ออายุต่างกัน ผู้หญิงแต่ละวัยก็ต้องการสารอาหารแตกต่างกันออกไปด้วย แต่จะเป็นอะไรไปดูกันเลย

อาหารของสาววัย 20 และ 30

ชีวิตมักเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงสำหรับสาว ๆ ผู้หญิงในวัยนี้มักจะไม่ได้กินสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เช่น แคลเซียม กรดโฟลิก และธาตุเหล็ก ในขณะเดียวกัน กระดูกของคุณยังจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงอายุ 20 ปลาย ๆ ดังนั้น การได้รับแคลเซียมน้อยจะส่งผลให้คุณเสี่ยงกับโรคกระดูกพรุน แถมคนวัยนี้ยังมักจะไม่กินข้าวเช้า ทำให้ได้รับใยอาหารต่ำ และอาจนำไปสู่โรคลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต

แคลเซียม

เพื่อให้แน่ใจว่า คุณได้รับแคลเซียมเพียงพอต่อความต้องการ คุณต้องกินอาหารในกลุ่มที่ทำจากนมอย่างน้อย 3 หน่วยบริโภคต่อวัน (1หน่วยบริโภค=นม 200 มล.,โยเกิร์ต 1 ถ้วยเล็ก หรือชีส 30 กรัม) แต่ถ้าคุณไม่กินนมก็อาจจะเลือกอาหารอย่างอื่น

Try : ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ผักโขม ถั่วเขียว บร็อกโคลี งา คะน้า กวางตุ้ง อัลมอนด์

ใยอาหาร

มันทำให้ระบบขับถ่ายของคุณทำงานได้ไหลลื่น และยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานอื่น ๆ เช่น การรักษาระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอล หากเราไม่กินใยอาหาร นอกจากจะทำให้ท้องผูก เรายังเสี่ยงกับโรคลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบ โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และมะเร็งบางชนิด

Try : ขนมปังโฮลวีต เนยถั่ว ( 1 ช้อนโต๊ะก็เพียงพอ) แอปเปิ้ล ลูกแพร์ มันฝรั่งต้ม (ไม่ปอกเปลือก) อัลมอนด์ ป๊อปคอร์นไม่ใส่เนย หรือเกลือ สตอรว์เบอร์รี่ ลูกพรุน และลูกเกด

กรดโฟลิก

คือวิตามินบี มันจะช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์ใหม่ ๆ เช่น ผิวหนัง เส้นผม เล็บ ฯลฯ สำหรับสาว ๆ ที่วางแผนจะเป็นแม่ กรดโฟลิกสำคัญมาก ผู้หญิงโดยทั่วไปควรได้รับกรดโฟลิกไม่น้อยกว่า 400 ไมโครกรัมต่อวัน

Try : ผักโขม บีตรูต บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี หน่อไม้ฝรั่ง กล้วย ลูกพีช อกไก่ ตับ ไต ไข่แดง ถั่วชนิดต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

อาหารที่มีโซเดียมต่ำ

หลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่เกลือมาก เช่น ขนมกรุบกรอบ มันฝรั่งทอด เนื้อสัตว์แปรรูป หรืออาหารจำพวกซุปกระป๋องที่มักใส่เกลือปรุงรส

สารอาหารที่สาววัย 40 ขาดไม่ได้

การออกกำลังกายและธาตุเหล็กสำคัญมาก ยิ่งเมื่อเรามีอายุมากขึ้นด้วยแล้ว ตอนนี้คือเวลาที่คุณจะลงทุนในด้านสุขภาพร่างกาย การกินอาหารที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยปกป้องคุณจากโรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ โรคต้อกระจก และมะเร็งบางชนิด

พอคุณอายุ 40 อัตราการเผาผลาญพลังงานจะลดลง ณ จุดนี้ น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้คุณเสี่ยงกับโรคต่าง ๆ ตามที่กล่าวมา และ 1 ใน 4 ของผู้หญิงวัยนี้จะมีธาตุเหล็กน้อยลง จึงมีอาการอ่อนเพลียตลอดเวลา ข่าวดีก็คือแอลกอฮอล์ (ในปริมาณที่พอเหมาะ) จะช่วยให้หัวใจคุณแข็งแรง

แอลกอฮอล์

National Institute on Alcohol Abuse and alcoholism เปิดเผยว่า คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลาง มีแนวโน้มจะอายุยืนกว่าคนที่ไม่ดื่ม หรือดื่มหนัก แถมยังช่วยลดโอกาสเป็นโรคหัวใจ และบำรุงระดับคอเลสเตอรอลอีกด้วย

วิธีดื่ม : ผู้หญิงดื่มวันละ 1-2 ดริงก์ ส่วนหนุ่ม ๆ ดื่มวันละ 3-4 ดริงก์ (1 ดริงก์ = เบียร์ 12 ออนซ์ ไวน์ 5 ออนซ์ เหล้าเพียว ๆ เช่น ว็อดก้า 1 ช็อต)

ธาตุเหล็ก

มีความสำคัญในการผลิตเฮโมโกลบิน ซึ่งช่วยในการเก็บและพาออกซิเจนเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดแดง และนำไปยังทุกส่วนของร่างกาย อย่างไรก็ดี ภาวะโลหิตจางจากธาตุเหล็กต่ำนั้นพบได้ทั่วไปในผู้หญิงที่มีประจำเดือนอยู่ เป็นเพราะการมีประจำเดือน หรือการตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก

Try : เนื้อแดง ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้แห้ง (ลูกพรุน ลูกเกด) ซีเรียลเสริมธาตุเหล็ก (ต้องเช็กฉลากก่อน) หอยแครง หอยนางรม หอยเชลล์ ไก่งวง เนื้ออกไก่ ตับ

สารต้านอนุมูลอิสระ

เมื่อเซลล์ต่าง ๆ ใช้ออกซิเจน ของเสียที่หลงเหลืออยู่ก็คืออนุมูลอิสระที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ กล้ามเนื้อเสื่อมถอย โรคเบาหวาน มะเร็ง และโรคอื่น ๆ สารต้านอนุมูลอิสระคือ แร่ธาตุ สารอาหาร และไฟโตเคมีต่าง ๆ (เช่น วิตามินเอ ซี อี ซีลีเนียม ฟลาวานอยด์ CoQ10 กลูต้าไธโอน ฯลฯ) ที่จะมาปกป้องเซลล์ของเรา ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ดังนั้น จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคดังที่กล่าวได้โดยปริยาย

สาวใหญ่วัย 50 ไม่ควรพลาด

ณ เวลานี้ คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานประเภทที่สอง ถือว่าพบได้ทั่วไป ร่วมด้วยกับอาการวัยทอง ทำให้สูญเสียมวลกระดูก ข้อต่าง ๆ เริ่มฝืดและปวด หากคุณไม่กินปลาที่มีไขมันเยอะ ก็ได้เวลาแล้วที่จะต้องคิดถึงแคปซูลอาหารเสริม

อาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล

เพราะเมื่อคอเลสเตอรอลสูง คุณอาจมีไขมันสะสมอยู่ในหลอดเลือด ทำให้ออกซิเจนส่งไปหาหัวใจและสมองได้น้อยกว่าที่ควร จึงเพิ่มโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดในสมองแตกด้วย

Try : ผักใบเขียว แอปเปิ้ล ถั่วดำ อะโวคาโด กระเทียม แซลมอน บลูเบอร์รี่ เห็ดหอม วอลนัต

โปรตีนจากถั่วเหลือง

ระดับคอเลสเตอรอลของคุณอาจดีขึ้นได้ง่าย ๆ ด้วยการกินถั่วเหลือง 25 กรัมต่อวัน ไฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จาถั่วเหลืองอาจช่วยลดอาการวัยทองได้ เนื่องจากมันจะทำหน้าที่คล้ายกับเอสโตรเจนซึ่งสาว ๆ วัยนี้ขาดไป

Try : ใช้เต้าหู้ผัดแทนเนื้อสัตว์ กินนมถั่วเหลืองแทนซีเรียล

กรดไขมันโอเมก้า-3

ประโยชน์ของโอเมก้า-3 ได้แก่ ลดอาการอักเสบภายในร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก ลดความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน ลดระดับไขมันในเส้นเลือด หากขาดไปแล้วคุณจะมีอาการผิวแห้ง ผมขาด หลุดร่วง ท้องผูก เป็นไข้หวัดบ่อย ๆ เป็นโรคซึมเศร้า ขาดสมาธิ และเจ็บข้อ

Try : วอลนัต ปลาแฮร์ริ่ง ปลาทู ปลาแซลมอน เมล็ดแฟล็กซ์ ปลาซาร์ดีน กุ้ง

วัย 60 ก็ยังแจ๋วได้ถ้าได้กินของเหล่านี้

ทั้งร่างกายและจิตใจเปลี่ยนแปลง ทำให้การกินอาหารต้องเปลี่ยนไป ร่างกายจะดูดซีมสารอาหารต่าง ๆ ได้น้อยลง แต่เนื่องจากความต้องการแร่ธาตุและวิตามินยังเหมือนเดิม (หรือเพิ่มขึ้น) ก็ยิ่งจำเป็นมากที่ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่กินอาหารจืด ๆ และควรจะกินเครื่องเทศสมุนไพรต่าง ๆ แต่หลีกเลี่ยงเกลือต่างหาก

วิตามินบี 12

เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำช่วยในการรักษาเซลล์ประสาท และเซลล์เม็ดเลือดแดงให้แข็งแรงอยู่เสมอ ทั้งยังจำเป็นต่อการสร้าง DNA ในเซลล์อีกด้วย และแม้ร่างกายคนเราจะสะสมวิตามินบี 12 เอาไว้ใช้ได้หลายปี แต่พอแก่ตัวเข้าก็จะพบภาวะขาดวิตามินบี 12 ได้ง่ายขึ้น

Try : หอยแครง หอยนางรม หอยแมลงภู่ ตับ ไข่ปลาคาเวียร์ ปลาหมึก ปลา ปู กุ้งมังกร เนื้อวัว เนื้อแพะ ชีส และไข่

วิตามินดี

มีวิตามินดีสองประเภทที่สำคัญ คือ วิตามินดี 2 ที่สังเคราะห์โดยพืช และวิตามินดี 3 ที่คนเราจะสังเคราะห์ขึ้นมาได้โดยการเจอกับรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) หน้าที่ของมันก็คือรักษาระดับแคลเซียม และฟอสฟอรัสในเลือดให้เป็นปกติ ช่วยสร้างและรักษากระดูกให้แข็งแรง ปกป้องเราจากโรคกระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และโรคระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด

Try : ไข่ ปลา นมเสริมวิตามิน และน้ำมันตับปลา การเจอแสงอาทิตย์อย่างน้อยวันละ 10 นาที ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการที่จะมีวิตามินดีอย่างเพียงพอ

แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนวัย 60 จะไม่ต้องการใยอาหาร หรือคนอายุ 20-30 จะไม่ต้องการวิตามินดี อย่างไรก็ตาม หากกินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังเป็นประจำ อายุก็อาจเป็นแค่ตัวเลขก็ได้นะครับ

อาหารทุกมื้อสำคัญกับการนอน


การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกาย เพราะช่วยเพิ่มและรักษาประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้สมบูรณ์แข็งแรง ขณะที่ผลเสียของการนอนไม่เพียงพอคือทำให้เซลล์ต่างๆ เสื่อมสภาพ น้ำหนักตัวเพิ่ม ไม่สดชื่น อ่อนล้าและอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้คุณนอนหลับได้ดีก็คือ อาหารทุกมื้อที่คุณรับประทานเข้าไปนั่นเอง

อาหารเช้า การวางแผนรับประทานอาหารเพื่อการนอนหลับที่ดีนั้นไม่ได้เริ่มที่มื้อก่อนนอน หรือมื้อเย็นเพียงมื้อเดียว แต่ต้องเตรียมความพร้อมกันตั้งแต่มื้อแรกหรืออาหารเช้ากันเลย เพราะอาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว พร้อมลุย เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ เราจึงควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน เนื้อสัตว์ ไข่ ข้าว แป้ง รวมทั้งอาหารที่มีไขมันในมื้อเช้ามากกว่ามื้ออื่นๆ ที่สำคัญนอกจากจะรู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าและสมองมีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงแล้ว การไม่ได้รับประทานอาหารเช้าจะทำให้เรารู้สึกหิวมากในมื้อต่อไป และมักจะกินอะไรที่อยู่ตรงหน้า โดยขาดความยับยั้ง

อาหารว่างเช้า สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาหรือไม่เคยชินกับการรับประทานอาหารเช้าในปริมาณมาก ควรมีอาหารว่างระหว่างมื้อเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย เช่น แซนด์วิช ขนมปัง ซาลาเปา ขนมจีบ หรือผลไม้ต่างๆ ยกเว้นผลไม้ดอง

อาหารกลางวัน พลังงานของอาหารมื้อนี้ควรน้อยกว่าอาหารมื้อเช้า โดยอาจจะเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงจากข้าวหรือแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก ขนมปังโฮลวีท และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน รวมถึงควรมีผัก และผลไม้เป็นประจำ หรืออาจจะกินขนมสลับบ้างก็ได้ แต่ควรเน้นขนมที่ทำจากถั่ว เช่น ถั่วเขียวต้ม ถั่วแปบ เต้าส่วน เพราะมีแมกนีเซียมสูง ส่วนครื่องดื่มควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมที่มีกาเฟอีนเป็นส่วนผสม

อาหารว่างบ่าย เป็นมื้อที่มีความสำคัญต่อสุขภาพการนอนที่ดี ดังนั้นตั้งแต่มื้อนี้เป็นต้นไปเราไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนสูง เช่น กาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง แต่ถ้ารู้สึกง่วงให้ดื่มชาเขียวอ่อนๆ แทน หรือจะรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ถั่วต่างๆ ก็ได้ รวมถึงควรเลือกดื่มนมวัวพร่องไขมัน นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ซึ่งนอกจากจะทำให้อิ่มท้องแล้ว ยังมีแคลเซียมสูง ป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งเป็นปัญหารบกวนการนอนในเวลากลางคืน

อาหารเย็น เป็นมื้อที่ใกล้เวลานอนที่สุด มีข้อแนะนำที่ควรทำและควรหลีกเลี่ยงเพื่อช่วยให้หลับอย่างสบายดังนี้

กินอาหารเย็นตรงเวลา เพื่อให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และควรกินก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักในเวลานอนแล้ว ยังช่วยป้องกันและบรรเทาอาการกรดไหลย้อน ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของการนอนเป็นอย่างมาก

ลดไขมัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง อาหารทีมีฤทธิ์เป็นธาตุร้อน เช่น อาหารทอด อาหารมัน แกงกะทิ ขนมที่มีครีมเข้มข้น อาหารเผ็ดจัด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารดิบ น้ำอัดลม เพราะอาหารเหล่านี้จะย่อยยาก ร่างกายต้องใช้เวลาในการเผาผลาญนาน ทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการนอนไม่หลับ ด้วยเหตุนี้มื้อเย็นจึงควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ซึ่งการปรุงด้วยการต้ม นึ่ง ตุ๋น อย่างเช่น ซุป หรือ แกงจืด จะย่อยง่ายกว่าแกงกะทิ ผัดผัก ดังนั้นจึงควรเลือกปลานึ่ง ไข่ตุ๋น แทนปลาทอด หรือไข่เจียว รวมถึงเลือกเนื้อสัตว์ชนิดที่ไม่มีหนังและมัน สำหรับมื้อเย็น

จำกัดปริมาณผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งมักจะมีฤทธิ์ร้อน ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญมาก ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน ถ้าชอบรับประทานผลไม้เหล่านี้ก็ควรเลื่อนไปเป็นมื้อเช้า หรือมื้อกลางวันแทน นอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานผลไม้แทนอาหารเย็น รวมถึงไม่ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือรับประทานผลไม้ครั้งละมากๆ เพราะสารอาหารหลักของผลไม้คือคาร์โบไฮเดรทหรือน้ำตาล แต่ควรเลือกรับประทานผลไม้แทนขนมหวานที่มีส่วนผสมของกะทิ
เคี้ยวอาหารให้ละเอียด มื้อเย็นเป็นมื้อที่มีเวลาในการรับประทานมากกว่ามื้ออื่น จึงถือเป็นช่วงจังหวะที่เราควรเคี้ยวอาหารหลายๆ ครั้ง ซึ่งจะเกิดผลดีต่อร่างกายคือ ทำให้อิ่มง่าย ไม่รบกวนการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมของกระเพาะอาหารและลำไส้
กินข้าว แป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก หรือโรยข้าวด้วยจมูกข้าวเป็นประจำทุกมื้อเย็น จะทำให้ร่างกายเก็บสะสมทริปโตเฟน (Tryptophan) และกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ที่มีคุณสมบัติพิเศษช่วยให้ผ่อนคลายและทำให้นอนหลับได้ดี แต่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ

เมนูปลา ถ้าร่างกายมีภาวะเครียดสูงทำให้นอนหลับยาก ดังนั้นลองเลือกเมนูจากปลาทะเลซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 หรือน้ำมันปลา และแมกนีเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่ต่อต้านความเครียด เช่น ข้าวต้มปลา ปลาผัดคี่นไช่ ปลาย่างซีอิ้ว ปลานึ่ง สเต็กปลา เป็นเมนูประจำสำหรับมื้อเย็น

ลดโซเดียม เกลือหรือโซเดียมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกระสับกระส่ายนอนหลับยากขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทีมีโซเดียมสูง เช่น ผลไม้ดอง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันฝรั่งทอดกรอบ รวมถึงการปรุงอาหารเค็มจัดและใส่ผงชูรสปริมาณมากด้วย

นอกจากความสำคัญของอาหารทุกมื้อแล้ว ยังมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ที่อาจจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้นดังนี้

ผลไม้ที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ กล้วย อินทผลัม ลูกพรุน ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนทริปโตเฟน โดยสมองจะนำทริปโตเฟนไปสร้างสารเซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งถ้าร่างกายมีสารตัวนี้เพียงพอ ก็จะเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin) ซึ่งช่วยในการควบคุมการนอนหลับ ให้มีมากขึ้น ร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด อารมณ์ดี นอนหลับสนิทตลอดคืน โดยนอกจากในผลไม้แล้ว ทริปโตเฟนยังพบมากในนม เผือก มัน สาหร่ายทะเล และงา

เพิ่มวิตามิน B6 B12 เพราะวิตามินบี 6 มีความสำคัญในการสังเคราะห์เซโรโทนิน ขณะที่วิตามินบี 12 จะช่วยลดอาการนอนไม่หลับ ซึ่งเมนูที่มีวิตามิน 2 ตัวนี้สูงก็คือ ข้าวโอ๊ตใส่นมสดและกล้วยหอม ซุปไก่มันฝรั่ง และตับบด

เครื่องดื่มและน้ำ ควรดื่มวันละ 6-8 แก้ว แต่อย่าดื่มมากก่อนเข้านอน เพราะอาจจะต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ทำให้นอนต่อไม่ได้ ส่วนเครื่องดื่มที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ น้ำเก๊กฮวย ชาคาโมมายด์ น้ำมะตูมอุ่นๆ น้ำข้าวต้ม น้ำงาดำโดยผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย น้ำผึ้งซึ่งเป็นยาคลายเครียดอย่างอ่อนๆ จากธรรมชาติ

ไมเกรนตัวร้าย โรคใกล้ตัวคุณ


ใครที่ไม่เคยปวดหัวแบบไมเกรน คงไม่รู้ซึ้งถึงความทรมานที่คนอื่นมองไม่เห็นนี้หรอกค่ะ มันเป็นที่สุดของอาการปวดที่ทำให้เราไม่สามารถทำอะไรๆ ได้เป็นวันๆ แถมเจ้าโรคนี้ยังเป็นโรคที่หาสาเหตุกลางไม่เจออีกต่างหาก เรียกว่าใครเป็นเพราะอะไรก็เป็นโรคของคนนั้นๆ อาการเกิด และการรักษาก็ไม่เหมือนกัน

เอาล่ะสิ เจ้าไมเกรนนี่ไม่ใช่แค่การปวดหัวธรรมดาๆ เสียแล้ว ว่าแล้วเรามาหาทำความเข้าใจกับเจ้าโรคไมเกรนให้มากขึ้นกันดีกว่าครับ

Inside Migraine: เจาะลึกไมเกรน

สาวๆ รู้ไหมครับว่าไมเกรนเป็นโรคของผู้หญิง หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าไมเกรนเป็นโรคที่ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า เพราะไมเกรนเป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนของผู้หญิงไงล่ะครับ ส่วนสาเหตุที่แท้จริงของปวดศีรษะไมเกรนยังไม่มีใครทราบ แต่เชื่อว่าสมองของผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนมีความไวในการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจจะอยู่นอกร่างกายหรืออยู่ภายในร่างกายก็ได้ ทำให้หลอดเลือดมีการอักเสบเมื่อหลอดเลือดขยายจึงปวดศีรษะ

อาการเบื้องต้น ของคนชอบปวด (หัว)

แน่นอนว่าไมเกรนเป็นการปวดหัวแบบ Advance ย่อมไม่ใช่การปวดหัวแบบกะโหลกกะลาที่กินยาพาราแล้วหายแน่นอน อาการส่วนใหญ่มักปวดศีรษะข้างเดียว อาจจะสลับซ้ายขวาได้ ลักษณะปวดเป็นแบบช่วงๆ ตุ๊บๆน้อยรายที่จะปวดพร้อมกันสองข้าง

บางคนปวดมากจนทำงานไม่ได้ บางคนปวดจนน้ำตาไหล (ไม่ได้เศร้า แต่มันปวด!) ส่วนใหญ่ปวดเป็นเวลา 4-72 ชั่วโมง! ปัจจัยที่ทำให้ปวดศีรษะมากขึ้นคือการเคลื่อนศีรษะ เพราะฉะนั้นก็นอนเฉยๆ บ้าง จะช่วยให้ทรมานน้องลง

หลังปวดศีรษะอาจมีอาการคลื่นไส้ ถ้าเป็นมากจะอาเจียน โดยมากจะมีสิ่งที่กระตุ้นทำให้ปวดศีรษะได้แก่ แสงจ้า อากาศเย็นหรือร้อนจัด เสียงดัง ความเครียด ความวิตกกังวล ฯลฯ

บรรเทาอาการปวดกันดีกว่า

เมื่อมีคำถาม ต้องมี่คำตอบ ~ เอ๊ย....เมื่อมีสาเหตุเราก็ต้องมีการบรรเทารักษาอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าปัจจุบันอาการปวดหัวไมเกรนที่ดูจะเป็นโรคสามัญ เบสิกๆ แต่ก็ยังคงเป็นโรคฮิตของสาวๆ ออฟฟิศอีกหลายคน นอกจากการทานยารักษาตามอาการแล้ว เรามาดูหนทางเยียวยาอาการไมเกรนแบบอื่นๆ กันเถอะ

? กินอาหารให้ตรงเวลา

สาวจอมไดเอ็ททั้งหลาย รู้ไหมคะว่าการกินอาหารไม่ตรงเวลา หรือไดเอ็ทแบบอดมื้อกินมื้อที่งดอาหารเป็นบางมื้ออาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้อาการปวดหัวกำเริบได้

? ลดน้ำตาล - ของหวานบ้าง

การกินของหวานมากๆ เครื่องดื่มเติมน้ำตาล หรือลูกอมอาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็วและลงเร็ว ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำตาลในเลือดจะขึ้นๆ ลงๆ โดยเฉพาะ "ขาลง" นั้นมีส่วนกระตุ้นอาการปวดหัวได้ งานนี้ถ้าจะลดบ้างอะไรบ้างก็คงไม่เป็นไร เรียกว่าได้ทั้งหายปวดหัว และหายอวบอีกต่างหาก

? บอกลาแอลกอฮอล์

เหล้า เบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมดทั้งมวล มีส่วนกระตุ้นทำให้ปวดหัวไมเกรนเพิ่มขึ้นได้ กลไกอาจเป็นจากการที่หลอดเลือดเต้นแรงขึ้น (ขยายตัว-หดตัวมากขึ้น) ในช่วงแรก และระดับน้ำตาลในเลือดมักจะต่ำลงในเวลาต่อมา (แอลกอฮอล์มีพิษต่อตับ ไปกดการสร้างน้ำตาลจากแป้งในตับ) กลไกลเหล่านี้เองที่ทำให้คุณปวดหัวจี๊ดๆ ตุ๊บๆ ทุกครั้งที่ตื่น หรือจะเรียกอีกอย่างให้คุ้นหน่อยก็ "แฮงค์" ไงล่ะคะ

? ปรึกษาหมอ

ถ้าเป็นบ่อยตั้งแต่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ปรึกษาหมอดูว่า มีเวลาปวดหัวขึ้นมา ควรทำอย่างไร เช่น ควรกินยาอะไรบ้าง ขนาดเท่าไร อย่าเปรี้ยวแปลงตัวเป็นหมอรักษาตัวเองเด็ดขาดนะคะสาวๆ เดี๋ยวแค่ไมเกรนจะไปกันใหญ่นะคะ

? เตรียมยาใกล้ตัว

เตรียมยาแก้ปวดไว้ติดบ้านเลยค่ะ อย่าให้ห่างกาย อย่าปล่อยให้ยาหมด ให้เตรียมยาไว้อย่างน้อย 2-4 เม็ดเผื่อไว้เลย ถ้าเดินทางบ่อยให้มีกระเป๋ายาพกพาไว้เสมอ หรือติดป้ายเตือนที่ประตูบ้านว่า อย่าลืมนำยาไปด้วย ถ้าขับรถบ่อยแถมขี้ลืม ให้เตรียมยาไว้ในรถเลือกที่แดดส่องไม่ถึงนะคะ ไม่งั้นยาอาจเสื่อมสภาพได้

? แค่นอนให้พอ เป็นเวลา ก็หายปวดได้

ภาวะอดนอน การเปลี่ยนเวลานอน เช่น วันนี้นอนหัวค่ำ พรุ่งนี้นอนดึก ฯลฯ อาจกระตุ้นไมเกรนได้เพราะฉะนั้นถ้าจำเป็นต้องเดินทางไกลข้ามคืน เช่น นั่งเครื่องบิน รถไฟ รถทัวร์ ฯลฯ ควรลงทุนเดินทางกลางวัน หรือเลือกเดินทางแบบไม่รีบร้อน เพื่อให้มีเวลานอนชดเชยมากพอ ตื่นมาจะได้ไม่เจ็ทแล็ก เทรนแล็ก ทัวร์แล็ก กันนะคะสาวๆ

ระวัง! อาการคล้าย แต่ไม่ใช่ไมเกรน

สาวๆ ขาอาการปวดหัวไม่ใช่เรื่องจิ๊บๆ นะคะ เพราะบางครั้งอาจะเป็นสาเหตุของโรคร้ายอย่างเส้นเลือดในสมองแต่ก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น หากปวดหัวแบบนี้ ให้ระวังว่าไม่ใช่ไมเกรนแล้วล่ะค่ะ แต่อาจเป็นโรคอื่นๆ (ที่หนักกว่า) ต้องรีบพบแพทย์ด่วนๆ จ้า

1. อาการปวดศีรษะปวดขึ้นทันที โดยมากเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก

2. อาการปวดศีรษะเป็นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้นนานขึ้น

3. อาการปวดศีรษะพบร่วมกับ ไข้ คอแข็ง ผื่น

4. มีอาการทางระบบประสาทอื่น เช่น ชัก

5. อ่อนแรงของแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง

ไมเกรนจะเป็นโรคไม่ร้ายอีกต่อไป หากเราเข้าใจและรู้วิธีรักษาตัวเบื้องต้นได้ อย่างไรก็ตาม การไม่เป็นโรค ก็เป็นลาภอันประเสริฐเสมอ เพราะฉะนั้น ดูแลสุขภาพกันตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุดนะจ๊ะ

สารต้านอนุมูลอิสระอาจไม่ดีทั้งหมด

นักวิจัยจากไต้หวันกล่าวว่า จากการศึกษาในหนูทดลอง พบว่าสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดไม่ได้ดีต่อสุขภาพในการต่อต้านมะเร็ง

Kuan-Chou Chen นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์ไทเป โรงพยาบาลShuan-Ho แจ้งไปยังองค์การอาหารและยาสหรัฐ และสมาคมสุขภาพอื่น ๆ ในการประเมินความปลอดภัยของสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชใหม่ เนื่องจากผลจากการทดลองในหนูทดลองพบว่า มีสารอยู่สองชนิดที่ทำให้มะเร็งแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งสารทั้งสองนี้ใช้ในการทำสมุนไพรบำบัด และใช้เป็นอาหารเสริม

งานวิจัยนี้พบว่า สารต้านอนุมูลอิสระสองชนิดซึ่งพบในพืชนี้ชื่อว่า quercetin และ ferulic acid กระตุ้นให้เกิดมะเร็งไตในหนูทดลองซึ่งป่วยด้วยเบาหวาน

“ในการวิจัยของเราพบว่า quercetin กระตุ้นให้เกิดมะเร็งไต แม้ว่าจะไม่ใช่โดยตรงก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า quercetin ไม่ควรนำมาใช้เพื่อป้องกันโรคผู้ที่มีสุขภาพดี จนกว่าจะมั่นใจได้ว่ามันไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง” Chen กล่าว

นักวิจัยยังกล่าวอีกว่า สาร quercetin สามารถพบได้ในหัวหอมและชาดำ ส่วน ferulic acid สามารถพบได้ในข้าวโพด มะเขือเทศ และรำข้าว

การรับประทานอาหารเสริม หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระใด ๆ ควรอยู่ในคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อรับประทานเอง

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การอาบน้ำอุ่นกระตุ้นระบบหายใจ

วันนี้มาดูกันว่า การอาบน้ำอุ่น ดีต่อ สุขภาพ อย่างไร ถ้าบ้านของคุณมีเครื่องทำน้ำอุ่นอยู่แล้ว การอาบน้ำอุ่น อย่างสม่ำเสมอก็คงสามารถทำได้สะดวก แต่สำหรับบ้านที่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ก็สามารถที่จะต้มน้ำร้อนอาบบ้างอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้งก็คงไม่วุ่นวายจนเกินไปนักสำหรับ สุขภาพ ที่ดีของเรา
การอาบน้ำอุ่น ช่วยกระตุ้นระบบหายใจให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับท่านที่มีสุขภาพหัวใจไม่แข็งแรงนัก
อุณหภูมิของน้ำที่มีความอุ่นพอเหมาะ เช่น 45 องศา ยังจะช่วยเยียวยาอาการของโรคกระเพาะอาหารได้ดีอีกด้วย ทำให้ร่างกายสดชื่น ความดันโลหิตเป็นปกติ นอนหลับสบาย แต่หากอาบน้ำที่ร้อนมาก ๆ จะยิ่งทำให้ร่างกายของคุณอ่อนเพลียมากขึ้น ดังนั้นการอาบน้ำอุ่นบ้างอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้งก็คงไม่วุ่นวายจนเกินไปนัก